วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559

นายกฯครับ ภัยแล้ง แก้ได้


 ผมรู้สึกดีใจที่เดินทางกลับมาถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ  เพราะออกมาจากประเทศเยอรมันในเช้าวันเดียวกันกับเหตุการ วางระเบิดสนามบินนานาชาติที่บรัสเซล หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ความตึงเครียดจากการก่อการร้ายในยุโรปก็ทวีความรุนแรงขึ้น ความหวาดผวาก็เข้าครอบคลุมไปทุกหัวระแหง  ความไม่ไว้วางในกันก็เกิดขึ้นดูแล้วยุโรปที่เคยอยู่เย็นเป็นสุข ที่ใครๆก็อยากจะไปเยี่ยมเยียน เมืองที่สวยงามในประเทศต่างๆสักครั้ง  มาถึงตอนนี้แล้ว คงทำให้ความรู้สึกดีๆเหล่านั้นหายไปมาก


  ลงจากเครื่องบินแล้ว  เพื่อนกับน้องที่วัดมารับที่สนามบิน  เมืองไทยทุกวันนี้ต่างจากวันวานมากนัก ความสับสนอลหม่านของสังคมเมือง ความยุ่งยากซับซ้อนในการดำรงชีวิตรวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงไปของธรรมชาติ  โดยเฉพาะฝนฟ้าที่ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้มีปัญหาน้ำดื่มน้ำใช้ตามมา  และเรื่องน้ำดูท่าจะเป็นปัญหาใหญ่ของเมืองไทยในฤดูแล้งที่จะมาถึงของปีนี้เสียด้วย  เพราะความเดือดร้อนจะกระจายไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าในสังคมเมือง หรือสังคมชนบทก็ตามที

   ความจริงแล้ว ปัญหาเรื่องความแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ และทุพภิกขภัยต่างๆที่เกิดจากธรรมชาตินั้น ใช่ว่าจะหมดทางแก้ไขเสียทีเดียว  หากเราได้ศึกษาคำสอนในพระไตรปิฎกมาบ้างก็พอจะทราบว่า แท้จริงแล้ว  ในสังคมชาวพุทธรุ่นปู่ย่าตาทวดในสมัยโบราณนั้น  เขาสามารถหาทางออกกับปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจทีเดียว ซึ่งการแก้ปัญหาด้วยวิธีการเหล่านี้  คงจะมีปรากฏอยู่ในสังคมของชาวพุทธเท่านั้น  ไม่เคยเห็นเกิดขึ้นในสังคมของศาสนาอื่นๆ

    สำหรับสังคมชาวพุทธในสมัยก่อนนั้น  ยามใดก็เกิดปัญหาข้าวยากหมากแพง แห้งแล้งกันดาร ผู้คนในยุคนั้นก็จะพากัน สำรวจความบกพร่องแห่งศีลของตัวเอง ตั้งแต่ตัวของผู้ปกครองบ้านเมือง ข้าราชการ ไพร่ฟ้าประชาชน ผู้ทีอยู่อาศัยในขอบเขตของแผ่นดินทั้งหมด  จะต้องสำรวจให้ได้ว่าตัวเองได้บกพร่องศีลข้อใดไปบ้าง  หลังจากนั้นก็จะพากันแก้ไขศีลที่บกพร่องนั้นเสียแล้วทุกคนในเมืองก็จะตั้งใจรักษาศีลเป็นอย่างดีโดยทั่วหน้ากัน บางคนก็รักษาศีลห้า บางคนก็ตั้งใจรักษาอุโบสถศีล แล้วต่างพากันสวดมนต์นั่งสมาธิ สร้างกระแสบุญให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน
โดยทั่วไปแล้วหลังจากนั้นภายในไม่เกินเจ็ดวัน ฝนก็จะตกลงมา ทำให้แผ่นดินที่เคยแห้งแล้งกันดาร กลับชุ่มชื่นมีชีวิตชีวา ขึ้นมาอีกครั้ง  น้ำท่าจะบริบูรณ์ ทำการเพาะปลูกได้ ข้าวกล้าก็จะเขียวขจี  ความร่มเย็นเป็นสุขก็จะกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง


    วิธีการแก้ไขปัญหาแบบปู่ย่าตายายในอดีตนั้น ยังสามารถนำมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่จำกัดกาลเวลา และสถานที มันถึงเวลาแล้ว  ที่เราจะช่วยกันส่งเสริมให้ทุกคนในประเทศชาติหันกลับมาทำทาน รักษาศีล สวดมนต์นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม เพื่อนำความร่มเย็นเป็นสุขให้กลับมาสู่ผืนแผ่นดินไทยอีกครั้งหนึ่ง  ช่วยกันกำราบพวกด่าว่าจาบจ้วงพระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ  ช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองในผืนแผ่นดินนี้เหมือนสมัยปู่ย่าตายาย  เพียงเท่านี้บ้านเมืองของเราก็จะกลับมาเป็นสยามเมืองยิ้มที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นสยามเมืองยิ้มที่ใครๆก็อยากมาเยี่ยมเยือนเหมือนเดิม



วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559

รัฐมนตรี...ควันออกหู

  วันนี้สื่อหลายฉบับ เขียนว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม "ควันออกหู" เพราะทางทนายวัดปากน้ำได้บอกกับหน่วยงานดีเอสไอที่อยู่ในความดูแลของท่าน ให้ไปสรุปขอบเขตของคำถามออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะสมเด็จวัดปากน้ำท่านสูงอายุแล้ว  

  ผมอ่านแล้วก็มีสองความรู้สึกเกิดขึ้นในใจทันที  ประการแรกรู้สึกชื่นชมคณะทนายของวัดปากน้ำด้วยใจจริงครับ  ท่านสมกับเป็นทนายในพระพุทธศาสนา ที่ช่วยดูแลรักษาและปกป้อง ท่านเจ้าประคุณสมเด็จวัดปากน้ำ  มิให้ถูกรังแก กลุ้มรุม จากผู้ไม่หวังดีตั้งธงใส่ร้ายพระเพื่อจะเอาความผิดมายัดให้ตั้งแต่ต้น  การกระทำของทีมทนายในครั้งนี้ ถือว่าถูกต้อง ตามหลักธรรม ตามหน้าที่ของชาวพุทธ และตามหลักกฎหมายของประเทศชาติ  ผมประทับใจที่สุด 

  อีกความรู้สึกหนึ่งก็คือความอนาถใจกับรัฐมนตรีของกระทรวง(อ)ยุติธรรม  ที่ออกมาพูดด้วยการโกรธจัด ว่าทางทีมงานทนายตั้งแง่  ทำไม่ถูกต้อง ตัวเองเลยให้ออกหมายเรียกได้เลย  ถ้าไม่มาอีกก็ให้ออกหมายจับ  อย่างที่ข่าวลงไว้ว่า " ควันออกหู " 

  ผมอยากจะเรียนถามรัฐมนตรีกระทรวง(อ)ยุติธรรม  นี้สักหน่อยว่า  ท่านโกรธอะไร  ท่านโกรธทำไม  ท่านเคยให้เกียรติพระมหาเถระผู้ทำหน้าที่แทนประมุขสงฆ์ทั้งแผ่นดินบ้างหรือไม่  นอกจากหน้าที่รับผิดชอบคณะสงฆ์ทั้งประเทศแล้ว  ท่านเจ้าประคุณยังเป็นพระมหาเถระ ที่มีคุณูปการต่อสังคมและพระพุทธศาสนาอย่างมากมาย  นับไม่ถ้วน บุคคลเช่นท่านนั้น  เกิดมาเพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวม  ไม่เคยเห็นแก่ความสุขสบายส่วนตัว

  โดยลำพังแล้ว  อย่าว่าแต่ซากรถโบราณที่รับบริจาคมาไว้ให้คนรุ่นหลังดูในพิพิธภัณฑ์เลย  บารมีอย่างเจ้าประคุณท่าน  หากต้องการรถหรูจริงๆมาใช้ส่วนตัวสักกี่คัน ก็มีลูกศิษย์ลูกหาพร้อมจะหามาให้ทันที โดยไม่ต้องลำบากอะไรเลย  ท่านจะคิดมาโกงบ้านโกงเมืองโกงภาษีเพียงแค่ซากรถเก่าๆราคาไม่เท่าไหร่อย่างนั้นหรือ  หากมองกันด้วยใจที่เป็นธรรมไม่มีอคติ ก็จะเห็นได้ชัดเจนไม่ยากเย็นอะไรเลย

  ท่านรัฐมนตรี  ถ้าคิดผิดก็คิดเสียใหม่  คิดใหม่ก็อย่าให้มันผิด  ยังพอกลับตัวกลับใจได้ทัน  เอาพานธูปเทียนแพ ดอกไม้  ไปกราบขอขมาลาโทษท่านเจ้าประคุณสมเด็จซะ  บาปหนักก็จะได้เป็นเบา  หากยังดันทุรังที่จะพยายามหาเรื่องบินเบือนรังแกพระให้ได้ เพราะว่ารับงานใครเขามา แล้วยังฝืนทำต่ออย่างไม่ลดราวาศอก  อนาคตข้างหน้า มันไม่ใช่แค่ควันออกหูนะครับ  แต่ไฟนรกมันจะลุกท่วมทั้งตัว  ถึงตอนนั้น...แก้ไม่ทันแล้วครับ.

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559

แฝดอบาย..เกินเยียวยา

สำนวนไทยแต่โบราณกล่าวว่า  "ฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมารวมกัน"  มีหรือจะทำแต่สิ่งที่ดีงาม  เพราะไม่ใช่งานถนัดของพวกเขา  ส่วนมากแล้ว ก็จะชักชวนกันทำความชั่ว หรือสร้างความเดือดร้อนให้กับคนรอบข้าง สังคม และประเทศชาติ  

อันความดีคนดีทำได้ง่าย คนชั่วทำได้ยาก  ส่วนความชั่ว คนชั่วทำได้ง่าย คนดีทำได้ยาก สิ่งนี้สัจธรรมที่จริงแท้มาทุกยุคสมัย เพราะคนดีย่อมคิดดี พูดดี และทำแต่ความดีเป็นปรกตินิสัย สวนคนชั่วก็จะถนัดแต่ความคิดชั่วๆ พูดชั่วๆ และทำแต่สิ่งชั่วๆเป็นอาจิณ 

ทุกครั้งที่ผมเห็นแฝดอบายสองคนนี้มาเจอกัน  ก็ไม่มีเรื่องอื่นเลยนอกจาก ไล่เห่าไล่กัดทั้งข่มขู่พระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  ไม่ว่าจะเป็น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จวัดปากน้ำ  มหาเถรสมาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านเจ้าคุณพระเทพญาณมหามุนี หลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกาย ซึ่งทุกท่านทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็มีแต่ทำคุณประโยชน์นับอนันต์ให้กับพระพุทธศาสนาและแผ่นดินไทยมายาวนาน

ในทางกลับกันเมื่อหันกลับมาดูแฝดอบายทั้งสองคนนี้ ก็ไม่เคยมีประวัติว่าได้ทำคุณงามความดีไว้ในพระพุทธศาสนาที่ไหนบ้าง นายมโน คนเนรคุณก็ไม่มีผลงานการทนุบำรุงพระพุทธศาสนาที่ไหน เห็นจะมีก็แต่ความเนรคุณของมันที่มีอยู่ทุกที่ทุกวัดที่เคยไปอาศัยอยู่ในสมัยที่เคยบวชเป็นพระ  ส่วนอีกคน นายไพบูลย์  นายคนนี้ไม่ต้องพูดถึง  ยังไมเคยมีประวัติการทำบุญหรือทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาเลย ไม่เคยปรากฎว่าเคยเข้าวัดไหน เคยทำบุญด้วยอะไรบ้าง ไม่เคยมีประวัติการรักษาศีล  ส่วนการทำภาวนาไม่ต้องพูดถึง

 เมื่อคนชั่วสองคนมาเจอกัน สิ่งที่คิด ที่พูด ที่ทำก็หนีไม่พ้นความชั่วๆ ดังที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หรือโลกโชเชียลให้เราได้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้  บุคคลที่่คุ้นเคยกับความชั่วและบาปกรรมเหล่านี้เป็นไปได้ยากที่จะมีจิตผ่องใส ตรงกันข้ามกลับหมองคล้ำ มืดมิดจนปราศจากแสงสว่าง ไม่มีทางที่จะนั่ง นอน ยืน เดินให้มีความสุขได้  เมื่อผลกรรมมาถึง ย่อมเข้าถึงทุกข์และบ่ายหน้าไปสู่มหานรก


พ้นจากขุมนรกแล้วยังต้องไปเสวยทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสในภพภูมิต่างๆอีกยาวนานหลายกัปกัลป์
แม้พ้นมาจากอบายเกิดเป็นมนุษย์ก็จะมีแต่ความเดือดร้อนไม่สิ้นสุด เมื่อทำกรรมร่วมกัน ก็ต้องเสวยผลร่วมกัน...ผมนึกภาพของฝาแฝดที่ต้องทุกข์ทรมานจากการใช้อวัยวะร่วมกัน แยกออกจากกันไม่ได้ เพราะเคยสร้างกรรมชั่วร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน .....ในเมื่อใครโปรดไม่ได้ก็ต้องปล่อยไปตามยถากรรมของสัตว์โลกเสียแล้ว   เพราะดูการกระทำของแฝดอบายคู่นี้แล้ว  ยิ่งถลำลึกลงไปทุกวัน..เกินเยียวยาจริงๆ..



วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

มโน โมษะบุรษแห่งยุค



  

โชคดีผมเข้าวัดมาทัน นายมโน ตั้งแต่สมัยเขายังบวชเป็นพระอยู่...บอกได้คำเดียว ชีวิตผมได้เห็นคนเนรคุณตัวเป็นๆ ก็คนผู้นี้แหละ แล้วไม่เนรคุณเฉพาะวัดพระธรรมกาย ไปอยู่วัดไหนต่อไหนอีกหลายวัดก็เนรคุณเขาทุกวัด ใหม่ๆแต่ละวัดเขาสงสารรับไปอยู่ด้วย สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้สักวัด ไม่เคยทำตามกฎระเบียบของวัดไหนเลย นิสัยประจำตัวของเขาคือ ด่า ว่า วิจารณ์ให้วัดที่ตัวเองอยู่เสียหาย จนต้องถูกเชิญออก สุดท้ายเป็นพระองค์แรก ที่ไม่มีวัดอยู่ ต้องออกไปอยู่อพาร์ทเมนต์ ผ้าเหลืองร้อนจัดแล้วก็ต้องสึกออกมาในที่สุด นิสัยเดิมๆก็ยังไม่เลิก แกว่งปากหาอบายตลอด เป็นคนมีความรู้นะ แต่หาความดีในตัวไม่เจอ...

บุคคลใด เมื่อได้อาศัยร่มเงาสาขาของต้นไม้ พักผ่อนอาศัย จากความเหนื่อยล้า เมื่อสมปรารถนาแล้ว หักก้านรานกิ่ง บุคคลนั้นได้ชื่อว่าเนรคุณ

ที่ทุ่งนาบ้านผม พ่อเลี้ยงหมาไว้สองตัว ชื่อไอ้ปิ่นทอง กับไอ้โจ แม่ให้มันกินข้าวคลุกหัวปลากับน้ำแกง ตามมีตามเกิด แค่ค่าข้าวก้นหม้อวันละสองมื้อ มันยังทำประโยชน์ให้กับพวกเราตั้งมากมาย เป็นเพื่อนเล่นสนุกสนานไปกับพวกตั้งแต่เด็กจนโต คอยเฝ้าบ้านให้ทั้ังวันทั้งคืน แถมยังช่วยชีวิตให้พ้นจากงูร้ายในป่าตั้งหลายหน ที่สำคัญไม่ว่าจะตีจะด่าจะว่ามันยังไง เจ็บปวดมันก็ร้อง...แต่ไม่เคยกัดเจ้าของ ที่ให้ข้าวให้น้ำมันมา...เห็นนายมโนในวันนี้ ผมนึกขอบคุณ ไอ้ปิ่นทองกับไอ้โจที่บ้าน ...ชีวิตพวกเอ็งแม้เป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ประเสริฐกว่าคนบางคน
จริงๆ.....ผมไม่มีรูป แต่ท่านก็คงจะรู้ว่าผมหมายถึงใคร.

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

สิงโตเมืองลูเซิร์น



พูดถึงเมือง Lucerne ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ หลายท่านรู้จัก และเคยไปเยี่ยมเยือน นอกจากจะเป็นเมืองที่มีทะเลสาบสวยงาม มีวิวทิวทัศน์ที่น่าตื่นตา มีสินค้าของสวิสให้เลือกซื้อมากมาย หลายคนมีความสุขกับการถ่ายรูป เมื่อได้ไปเดินข้ามสะพานไม้เก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่14 ลูเซิร์น จึงเป็นเมืองในฝันอันดับต้นๆของของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ไม่ว่าเราจะเดินเที่ยวชมอย่างไรก็ตาม สุดท้ายเป้าหมายของนักท่องเที่ยวทุกคน ยังต้องพยายามเดินไปให้ถึง สถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง เพื่อให้ได้ชื่อว่ามาเยี่ยมเยือนเมืองที่สวยงามแห่งนี้แล้วอย่างแท้จริง นั่นก็คือ The Lion of Lucerne อนุสาวรีย์สิงโตแสนเศร้า ที่สลักอยู่บนหน้าผาเล็กๆ บนภูเขา ถัดจากย่านร้านค้าของทีระลึก


อนุสาวรีย์สิงโตแสนเศร้านี้ เป็นอนุสรณ์ของทหารหาญชาวลูเซิร์นหลายร้อยคน ที่ไปรับจ้าง เป็นทหารองค์รักษ์ของราชวงศ์ฝรั่งเศส สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่16 ที่ได้พลีชีพปกป้องพระราชวงศ์ ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์จนเสียชีวิตหมดสิ้น เมื่อคราวปฏิวัติฝรั่งเศส ปี 1792 ภาพสิงโตแสนเศร้า นอนตายกอดโล่ห์ มีหอกปักอยู่กลางทรวงอก จึงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ที่ลูกหลานชาวลูเซิร์นทุกคน ล้วนภาคภูมิใจในความซื่อสัตย์ จงรักภักดี และกล้าหาญของบรรพบุรุษ เป็นเกียรติยศของเมืองและแผ่นดินสวิส



พี่น้องทุกท่าน..เราเกิดมาในดินแดนของพระพุทธศาสนา ได้อาศัยร่มเงานี้อยู่เย็นเป็นสุขมาหลายชั่วอายุคนแล้ว พระพุทธศาสนา นอกจากจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ดับกระหาย คลายความทุกข์ร้อนให้กับชีวิตแล้ว แสงแห่งธรรมยังได้สาดส่องนำทางเราไปสู่ความพ้นทุกข์อันยิ่งใหญ่ในห้วงสังสารวัฏนี้ไปยังแดนที่มีความสุขเป็นอมตะคือพระนิพพาน

ยามนี้พระศาสนามีภัย ทั้งภายนอกภายใน ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลุกขึ้นสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน พุทธบริษัทสี่จะต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว เราจะต้องทำหน้าที่ด้วยกำลังใจอันกล้าหาญ ให้สมเกียรติยศและศักดิ์ศรี ของชาวพุทธ ลูกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะช่วยกันคนละไม้ละมือ ตามความถนัด ด้วยวิธีที่ดีงาม ยอยกพระพุทธศาสนาให้งดงามสูงเด่น ดังเช่นสมัยบรรพบุรุษให้จงได้ ตำนานการต่อสู้นี้จะถูกจารึกไปถึงลูกหลานชาวพุทธรุ่นหลัง ให้เขาภาคภูมิใจในบรรพชน ไม่น้อยไปกว่าเหล่าทหารกล้า.....สิงโตจากลูเซิร์น.

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

บุญบาปอยู่ที่ปลายปากกา


    ผมนั่งอ่านข่าวไปหลายฉบับ รู้สึกแปลกใจ ว่าทำไมช่วงนี้ช่างมีคนหันมาสนใจเรื่องต่างๆในพระพุทธศาสนากันมากมายเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นสื่อหลัก สื่อรอง หรือตามโลกโซเชียลต่างๆ ก็ออกมาแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันทุกวี่ทุกวันอย่างไม่ลดราวาศอก บ้างก็หลับหูหลับตากล่าวหาว่าร้ายพระภิกษุสงฆ์กันอย่างรุนแรง จับแพะชนแกะ ตัดต่อภาพ ตัดแต่งเรื่องราวให้ดูน่าเชื่อถือ แม้พระทำถูกต้องตามพระธรรมวินัย และกฎหมายบ้าบ้านเมือง ก็ยังจะหาเรื่องมายัดเยียดให้ผิดให้ได้ เหมือนหมาป่าที่จะคอยขย้ำลูกแกะ อย่างไม่กลัวบาปกลัวกรรม เขามีจุดมุ่งหมายอะไรกัน

   บางคนก็อาการหนัก ถึงขั้นจะให้พระพุทธศาสนาเป็นเหมือนบอนไทร ไม่มีสิทธิ์เจริญเติบโต วัดวาอารามต้อง สมถะ ต้องสันโดษ ต้องเป็นกระต๊อบเล็กๆอยู่ในป่า ยิ่งจะพังแหล่มิพังแหล่ก็ยิ่งดี แสดงว่าท่านปล่อยวางไม่สะสม หลุดพ้นแล้ว ไม่ยึดติดกับโลกแล้ว ตำบลกระสุนตก จึงลงไปที่วัดใหญ่ๆทั้งหลายในประเทศ หนึ่งในนั้นหนีไม่พ้นวัดพระธรรมกาย ต้องตกเป็นเป้าหมายของพวกหมาป่า ผู้หิวโหยเหล่านั้นให้ดาหน้ากันออกมาไล่กัดไล่งับ กันอย่างเมามัน กะจะเอาให้จมเขี้ยวให้ได้

  จิตใจที่ปล่อยวาง กับสิ่งก่อสร้างที่ถาวรมันไปด้วยกันไม่ได้แน่หรือ? ก็ในเมื่อสิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาไว้เป็นสมบัติ ของประเทศชาติ ของพระศาสนา ของคนรุ่นลูกรุ่นหลาน แล้วจะให้สร้างอย่างไร มันถึงจะมีอายุยืนยาวตกทอดไปถึงเขาเหล่านั้นได้ จะหลังคามุงจากฟากไม้ไผ่เหมือนบ้านที่ผมเคยอยู่สมัยเด็กๆ ที่่มันพังทะลายไปแล้วตั้งแต่ผมยังไม่ทันโตอย่างนั้นหรือ

     หากใจพวกเขาไม่ลำเอียง คิดสักนิด แม้ไม่เคยเข้าไปสัมผัส ก็จะเข้าใจได้จากภาพทีเห็นว่า ทุกสิ่งก่อสร้างของวัดพระธรรมกาย ล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งาน สร้างไปก็ใช้ไป ใช้กันสะบั้นหั่นแหลกตั้งแต่ยังสร้างไม่เสร็จ ที่สร้างใหญ่ก็เพราะคนมามาก ต้องการให้พอใช้งาน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสะสมหรือไม่สะสมแต่อย่างใด

หากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นว่าคนที่จะปล่อยวางได้ต้องอยู่กะท่อมเท่านั้น ท่านจะเสด็จไปโปรดบรรดาพระราชามหากษัตริย์ ผู้ประทับอยู่ในปราสาท ราชวังทำไมกัน... ยิ่งไปกว่านั้น กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจอย่าง พระเจ้าพิมพิสาร จะทำจิตให้บริสุทธิ์จนบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันได้หรือ ก็อยู่ปราสาทราชวังมาทั้งชีวิตน่ะ...

หากดวงจิตยังไม่มืดบอดจนสนิทมันก็พอจะคิดออกได้บ้างว่า แท้จริงแล้ว การฝึกจิตเพื่อบรรลุธรรมกับการก่อสร้างมันคนละเรื่องกัน วัตถุประสงค์และเป้าหมายมันคนละอย่าง ฝึกจิตมุ่งหมายหลุดพ้นจากความทุกข์ ให้เข้าถึงความสุขที่แท้จริงภายใน ตามคำสอน แต่การก่อสร้างมุ่งหมายประโยชน์ใช้สอย ไปอีกนับพันปี ให้เป็นสมบัติของชาติ ของพระศาสนา รวมทั้งของคนที่ด่าและลูกหลานไปอีกหลายชั่วโคตร จะสื่อหลักหรือสื่อรองก็แล้วแต่ ปากกาอยู่ในมือพวกคุณแล้ว.....จะใช้สร้างบุญหรือสร้างบาป จะสร้างสรรค์หรือทำลายคุณก็เลือกเอา..

อย่ามายุ่งกับเท็กซัส



DON'T MESS WITH TEXAS. คนอเมริกัน เกือบทุกคนจะต้องรู้จักคำนี้ แม้จะเป็นคำพูดแบบกวนๆ ประมาณว่า อย่ามายุ่ง หรืออย่ามาซ่ากับเท็กซัส เพราะเท็กซัสเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดของอมริกาในแผ่นดินใหญ่ ถ้าไม่นับรวมอลาสก้าที่อยู่แยกออกไป.

นอกจากจะเป็นรัฐใหญ่แล้ว เท็กซัสยังมีทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์ และทำการเกษตร จึงเป็นแหล่งกำเนิดหรือที่รวมของพวก คาวบอย ขี่ม้าพกปืน ต้อนวัว มาตั้งแต่ยุคก่อน....

การต่อสู้ป้องกันป้อม Alamo ระหว่างพวกคาวบอยที่เมือง San Antonio ประเภทแม้คนสุดท้ายก็ไม่ยอมถอย ต่อกองทัพมหึมาของ เม็กซิโกที่บุกมา เป็นตำนานที่ลือลั่นก้องโลก จนใครๆก็อยากไปเยือน ป้อมแห่งนี้ ให้เห็นกับตาสักครั้ง...


เมื่อย้อนกลับมาดุสถานการณ์บ้านเราเวลานี้ ผมอยากจะยืมสโลแกนของรัฐเท็กซัสมาใช้สักครั้ง..DON'T MESS WITH ..ชาวพุทธ...

ปรกตินิสัยของพวกเราจะรักความสงบ เรียบร้อย ใจดี มีเมตตา มองโลกในแง่ดีเสมอ ใครทุกข์ยากลำบากมาจากไหน ก็ให้ความช่วยเหลือ ยิ้มแย้มแจ่มใจต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ไม่เคยรังเกียจคนต่างศาสนา ความโอบอ้อมอารีย์ตามแบบอย่างของชาวพุทธที่ฝังลงไปในสายเลือดของเรา เป็นที่กล่าวขานกันไปทั้งโลกมาช้านาน สมกับที่เป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา ใครมาอาศัยก็ร่มเย็นเป็นสุข...

ถึงวันนี้ผมคิดว่า เราทุกคนคงทราบกันชัดแจ้งแล้วว่า ความเมตตาปราณีอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เราอยู่อย่างสงบสุขได้อย่างเดิมอีกแล้ว มิหนำซ้ำกลับทำให้คนพาลได้ใจ ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา ถึงขั้นจะยึดครองกันเสียแล้ว

มันถึงเวลาที่เราจะต้องรวมตัวกันคิดหาทางแก้ไข ช่วยกันคนละไม้ละมือเท่าที่เราพอทำได้ แน่นอนครับ เราไม่จำเป็นจะต้อง เอาชนะเขาด้วยวิธีอันเป็นบาป แต่เรายังมีวิธีที่ดีงามอีกมากมาย ที่จะเอาชนะคนพาลเหล่านี้ได้ ขอเพียงพวกเราทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันเท่านั้นเอง ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ...พวกเรามันไม่ใช่พันธุ์จนตรอก แต่เป็นพันธุ์ทะลวงตรอก ออก SUPER HIGHWAYเสียด้วยสิ... บอกแล้วว่า DON'T MESS WITH ...ชาวพุทธ.

ไอไม่กลัวยู



        วันนี้ ผมขับรถพาพระอาจารย์ที่วัด ไปกิจนิมนต์ฉันเพล ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของร้าน เขานิมนต์ไปทุกอาทิตย์มิได้ขาด... เมื่อไปถึงที่ร้าน เจ้าของร้านผู้ใจบุญ เป็นผู้หญิง วัยกลางคน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส รีบกุลีกุจอมาต้อนรับพระภิกษุสงฆ์ ที่มาฉันภัตตาหารที่ร้าน.... วันนี้ลูกค้าทะยอยเข้ามาเรื่อยๆ แต่เจ้าของร้านก็ได้ทำหน้าที่ดูแลภัตตาหารขบฉันของพระ รวมทั้งของผมด้วยเป็นอย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่องเลย..

        ภาพของเจ้าของร้าน เดินไปเดินมาเพื่อบริการอาหารลูกค้า และกลับมาดูแลโต๊ะที่พระอาจารย์ฉันภัตตาหารด้วยความกระฉับกระเฉง และด้วยใบหน้าที่มีความสุข... ทำให้ผมนั่งมองดูด้วยใจที่เป็นสุขไปด้วย....พระพุทธศาสนาของเราจะเจริญตั้งมั่นอยู่ได้ ก็ด้วยแรงศรัทธาของ อุบาสก อุบาสิกา สาธุชน ที่หมั่นทำบุญถวาย ปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตสมณะ ทั้งอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค รวมถึงสิ่งจำเป็นต่างๆอันควรแก่สมณะบริโภค...

        ความศรัทธาเลื่อมใสจึงเปรียบเหมือนเครื่องต่ออายุขัยของพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวต่อไปได้ ใครก็ตามที่ทำลายแรงศรัทธาเหล่านี้ให้หมดลง ก็ได้ชื่อว่าทำลายอายุพระศาสนาให้สั้นลงไปด้วย ...

        การโหมกระหน่ำทำลายศรัทธาของชาวพุทธอยู่ในขณะนี้ จึงเป็นตัวบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า ผู้ที่กระทำนั้น ต้องการทำลายพระพุทธศาสนาให้หมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทยอย่างแน่นอน ลองนึกภาพดู หากไม่มีญาติโยมผู้มีศรัทธามาทำบุญ...

      หากพระภิษุต้องกังวลกับของที่โยมถวาย ว่าหากรับไปแล้วจะผิดกฎหมายกลายเป็นรับของโจรไปหรือเปล่า เมื่อกลัวก็ไม่กล้ารับ ครั้นจะให้ไปตรวจสอบที่มาของปัจจัย ไทยธรรม ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย พระไม่ใช่ตำรวจ ทำหน้าทีกันคนละอย่าง แล้วจะให้ทำอย่างไร 


      ถ้าเรายังปล่อยให้เหล่าคนพาลย้ำยีพระศาสนาอยู่เช่นนี้ อีกไม่นาน พระพุทธศาสนาในบ้านเมื่องเราก็จะกลายเป็นแค่ตำนาน ไว้เล่าให้คนรุ่นหลังฟังเท่านั้นเอง....

      ทุกท่านครับ คนชั่วได้ที เพราะคนดีวางเฉย ถึงเวลาแล้วยังที่เราจะพูดเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่า ไอ ไม่กลัว ยู......ไอ ไม่กลัว ยู....ไอ ไม่กลัว ยู...รู้ไว้ด้วย.

ข้อคิดจากหัวสะพาน




    ทุกครั้งที่มีโอกาสผ่านมาที่นี่ จุดชมวิวหัวสะพานด้านเหนือ Vista point เป็นจุดที่ใครๆชอบแวะดูวิวสะพานสีแดงที่มีชื่อเสียงก้องโลก. มันทอดตัวยาว ข้ามปากอ่าว San Francisco โดดเด่นเป็นสง่า แต่สงบนิ่ง เพราะความสงบนิ่งนี้เอง มันจึงต้องรับภาระอันยิ่งใหญ่ ส่งรถราและผู้คนให้ข้ามฟากอย่างปลอดภัยมายาวนานหลายทศวรรษ....

   เช่นเดียวกับพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาที่ท่านสงบกาย วาจา ใจ แต่ต้องรับภารกิจที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากการฝึกฝนอบรมตนเองอย่างขมักเขม้นแล้ว ยังต้องรับภาระเป็นผู้นำและผู้สอนศีลธรรมให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เป็นที่พึ่งทางใจให้แผ่นดินไทยร่มเย็นมายาวนาน.....

   ท่านทั้งหลายลองคิดดูเถิดหากผู้สงบทั้งหลายถูกเบียดเบียนให้ได้รับความเดือดร้อน จนไม่อาจทำภารกิจที่แบกรับอยู่อย่างหนักอึ้งทั้งสองบ่าให้สมบูรณ์ได้...สังคมนี้จะเป็นอย่างไร..จะประสบกับความเดือดร้อนแสนสาหัสแค่ไหน...

    ถ้าคิดไม่ออกก็ให้นึกถึงสะพาน Golden gate สีแดง ที่ถูกแรงกระแทกให้สั่นไหวอย่างไม่หยุดยั้ง...แล้วอะไรมันจะเกิดขึ้นกับรถราและผู้คนนับพันบนสะพาน..มันถึงเวลาที่จะต้องช่วยกันหยุดยั้งวิกฤตนี้แล้วครับ. ก่อนที่จะสายเกินไป...เพราะเมื่อมันมาถึง เราอาจไม่แม้เวลาที่จะกล่าวคำว่า..เสียใจ. ช่วยกันนะครับ.

ต้นไม้แห่งความทรงจำ

      เดินไปหลังวัด เจอต้นสนสูงท่วมหัว ลำต้นขนาดโตกว่าแขน ถ้าคนทั่วๆไปเดินผ่านก็จะไม่รู้สึกอะไร เห็นแต่ว่ามันสวยดี...แล้วก็อาจจะเดินผ่านไป 

      ผมหยุดดูอยู่สักครู่ ความปลื้มปีติมันก็พรั่งพรูออกมา ภาพในอดีตมันก็ผุดขึ้น... เมื่อหลายปีก่อนสนต้นนี้ ยังเป็นสนป่าต้นเล็กๆ ผมเอามาจาก บ้านพี่น้อย รัฐ South Carolina ตอนที่พาพระอาจาย์ไปเยี่ยมเยี่ยนกัลยาณมิตรแดนไกล ขับรถกันไปเกือบหนึ่งวันเต็มๆ..

     บ้านพี่น้อยอยู่ในป่า มีต้นสนอยู่เต็มไปหมด ผมเห็นต้นมันสวยดี ชอบตรงต้นใหญ่ใบมันสวย ไม่บาดมือ เลยคว้าจอบหลังบ้านพี่น้อย ไปขุดต้นเล็กที่งอกอยู่ใต้โคนต้นใหญ่ เอามาใส่รถ แล้วเอากลับมาปลูกที่เท็กซัส ลงไว้หลังครัว ตรงลานจอดรถด้านหลัง....ผ่านไปหลายปี จากวันนั้นถึงวันนี้ มันกลับเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขาสวยงาม ยืนมองดูด้วยความปลื้ม ...

     การสร้างบารมีก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ หากเราหมั่นสั่งสมบุญไปเรื่อยๆ อย่างไม่ท้อแท้ ท้อถอย สักวันหนึ่งเมื่อบุญบารมีเราเต็มบริบูรณ์ ก็จะส่งผลให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง สมควาาปรารถนาที่ตั้งใจไว้ เหมือนต้นไม้ที่เจริญเติบโต แผ่กิ่งก้านสาขา ให้เราได้ปลาบปลื้มและชื่นชมในความงดงาม..อย่าท้อกันนะครับ