เสียงสะท้อนจากรั้ววัด
วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2561
วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559
นึกถึงคุณยายอาจารย์
เช้าตรู่ของทุกวัน หลังสวดมนต์ทำวัตร และนั่งสมาธิแล้ว ผมกับเพื่อนๆในห้อง ก็ออกไปรับบุญทำความสะอาดกวาดใบไม้ในวัดกัน เราทำกันเป็นประจำทุกวัน บริเวณที่สมาชิกในห้องผมรับหน้าที่กวาดใบไม้ก็คือ บริเวณทางเดินและ รอบๆอาคารต่างๆในวัด รวมไปถึงกุฏิคุณยายอาจารย์
ทุกครั้งที่ผมเดินกวาดใบไม้ไปรอบๆกุฏิคุณยายอาจาย์ ภาพเก่าๆในอดีตสมัยคุณยายยังอยู่จะผุดขึ้นมาในใจ แม้วันนี้จะไม่มีคุณยายอยู่แล้วแต่ความรู้สึกของผมยังไม่ต่างกับสมัยที่ท่านยังอยู่เลย ผมถือไม้กวาดทางมะพร้าวกวาดไปรอบๆกุฏิยายอย่างเพลิดเพลิน อากาศยามเช้าเย็นสบาย เงียบสงบ หูได้ยินแต่เสียงไม้กวาดกระทบกับพื้นถนน แต่ในใจกลับมีภาพของคุณยายอาจารย์ผุดขึ้นมาอย่างแผ่วเบา
ยี่สิบกว่าปีก่อนโน้น สมัยผมเข้าวัดมาเป็นอุบาสกใหม่ๆ พวกเราก็เข้ามากวาดบริเวณรอบกุฏิคุณยายเหมือนเช่นวันนี้ แต่ต่างกันที่สมัยโน้นคุณยายยังอยู่กับพวกเรา ท่านจะออกมาเดินตรวจวัด ดูแลความเรียบร้อย มาพูดคุยและให้กำลังใจพวกเรา คุณยายท่านจะรักความสะอาดและความเป็นระเบียบมาก คุณธรรมในเรื่องนี้ของท่าน เป็นต้นแบบของการฝึกฝนตัวของเหล่าศิษยานุศิษย์ทุกคน เราจะพูดกันอยู่เป็นประจำว่า เด็กวัดคนไหนที่ล้างห้องน้ำไม่เป็น คุณยายจะไม่อนุญาตให้บวช
สิ่งที่ผมยังจำได้ไม่เคยลืมจากการกวาดวัดในวันหนึ่งก็คือ ขณะที่ผมกับเพื่อนๆกำลังรับบุญกวาดถนนอยู่ด้วยความเพลิดเพลิน และสบายอารมณ์อยู่นั้น ผมไม่ได้สังเกตว่ามีสายตาคู่หนึ่ง มองตรงมาที่ผม....และเจ้าของสายตาคู่นั้นก็คือคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของพวกเรานั่นเอง หลังจากที่มองดูอยู่ครู่หนึ่ง ท่านก็เดินตรงมาที่ผม ผมหยุดมือจากการกวาดถนน ประนมมือไหว้คุณยาย ท่านยิ้มอย่างเมตตา แล้วพูดกับผมว่า...ไอ้หลาน เวลากวาดถนนน่ะ มันต้องกวาดแบบพายเรือ ถ้าดันไม้กวาดไปข้างหน้ามันจะไม่มีแรงกวาด เอาไม้กวาดมานี่ ยายจะทำให้ดู...
ผมยื่นไม้กวาดถวายให้คุณยาย ท่านรับมาถือไว้อย่างกระฉับกระเฉง แล้วลงมือกวาดถนนโดยวาดไม้กวาดไปด้านหลัง แบบเดียวกับการพายเรือ ให้ผมดู แล้วส่งไม้กวาดกลับคืนมาให้ผม ผมรับไม้กวาดมาจากคุณยาย กล่าวคำขอบพระคุณท่าน แล้วเริ่มต้นกวาดถนนต่อไปตามที่คุณยายท่านสอน ตาผมมองไปที่ปลายไม้กวาด แต่ใจกลับเป็นสุขอย่างยิ่ง ในความเมตตาของครูบาอาจาย์ ท่านไม่เคยมองข้ามแม้สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่จะนำมาแนะนำสั่งสอนพวกเรา
ในวันนี้แม้ไม่มีคุณยายอาจารย์คอยเดินตรวจตรา ดูพวกเราทำความสะอาด กวาดวัดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่พวกเราทุกคน ผู้เป็นลูกหลานของคุณยาย ก็ยังคงทำหน้าที่ดูแลรักษาความสะอาดภายในวัดกันเหมือนเดิมทุกๆวัน ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะเรารักความสะอาดและความเป็นระเบียบเหมือนกับที่คุณยายอาจาย์ได้สั่งสอนพวกเราเอาไว้..
วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559
นายกฯครับ ภัยแล้ง แก้ได้
ผมรู้สึกดีใจที่เดินทางกลับมาถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ เพราะออกมาจากประเทศเยอรมันในเช้าวันเดียวกันกับเหตุการ วางระเบิดสนามบินนานาชาติที่บรัสเซล หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ความตึงเครียดจากการก่อการร้ายในยุโรปก็ทวีความรุนแรงขึ้น ความหวาดผวาก็เข้าครอบคลุมไปทุกหัวระแหง ความไม่ไว้วางในกันก็เกิดขึ้นดูแล้วยุโรปที่เคยอยู่เย็นเป็นสุข ที่ใครๆก็อยากจะไปเยี่ยมเยียน เมืองที่สวยงามในประเทศต่างๆสักครั้ง มาถึงตอนนี้แล้ว คงทำให้ความรู้สึกดีๆเหล่านั้นหายไปมาก
ลงจากเครื่องบินแล้ว เพื่อนกับน้องที่วัดมารับที่สนามบิน เมืองไทยทุกวันนี้ต่างจากวันวานมากนัก ความสับสนอลหม่านของสังคมเมือง ความยุ่งยากซับซ้อนในการดำรงชีวิตรวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงไปของธรรมชาติ โดยเฉพาะฝนฟ้าที่ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้มีปัญหาน้ำดื่มน้ำใช้ตามมา และเรื่องน้ำดูท่าจะเป็นปัญหาใหญ่ของเมืองไทยในฤดูแล้งที่จะมาถึงของปีนี้เสียด้วย เพราะความเดือดร้อนจะกระจายไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าในสังคมเมือง หรือสังคมชนบทก็ตามที
ความจริงแล้ว ปัญหาเรื่องความแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ และทุพภิกขภัยต่างๆที่เกิดจากธรรมชาตินั้น ใช่ว่าจะหมดทางแก้ไขเสียทีเดียว หากเราได้ศึกษาคำสอนในพระไตรปิฎกมาบ้างก็พอจะทราบว่า แท้จริงแล้ว ในสังคมชาวพุทธรุ่นปู่ย่าตาทวดในสมัยโบราณนั้น เขาสามารถหาทางออกกับปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจทีเดียว ซึ่งการแก้ปัญหาด้วยวิธีการเหล่านี้ คงจะมีปรากฏอยู่ในสังคมของชาวพุทธเท่านั้น ไม่เคยเห็นเกิดขึ้นในสังคมของศาสนาอื่นๆ
สำหรับสังคมชาวพุทธในสมัยก่อนนั้น ยามใดก็เกิดปัญหาข้าวยากหมากแพง แห้งแล้งกันดาร ผู้คนในยุคนั้นก็จะพากัน สำรวจความบกพร่องแห่งศีลของตัวเอง ตั้งแต่ตัวของผู้ปกครองบ้านเมือง ข้าราชการ ไพร่ฟ้าประชาชน ผู้ทีอยู่อาศัยในขอบเขตของแผ่นดินทั้งหมด จะต้องสำรวจให้ได้ว่าตัวเองได้บกพร่องศีลข้อใดไปบ้าง หลังจากนั้นก็จะพากันแก้ไขศีลที่บกพร่องนั้นเสียแล้วทุกคนในเมืองก็จะตั้งใจรักษาศีลเป็นอย่างดีโดยทั่วหน้ากัน บางคนก็รักษาศีลห้า บางคนก็ตั้งใจรักษาอุโบสถศีล แล้วต่างพากันสวดมนต์นั่งสมาธิ สร้างกระแสบุญให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน
โดยทั่วไปแล้วหลังจากนั้นภายในไม่เกินเจ็ดวัน ฝนก็จะตกลงมา ทำให้แผ่นดินที่เคยแห้งแล้งกันดาร กลับชุ่มชื่นมีชีวิตชีวา ขึ้นมาอีกครั้ง น้ำท่าจะบริบูรณ์ ทำการเพาะปลูกได้ ข้าวกล้าก็จะเขียวขจี ความร่มเย็นเป็นสุขก็จะกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง
วิธีการแก้ไขปัญหาแบบปู่ย่าตายายในอดีตนั้น ยังสามารถนำมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่จำกัดกาลเวลา และสถานที มันถึงเวลาแล้ว ที่เราจะช่วยกันส่งเสริมให้ทุกคนในประเทศชาติหันกลับมาทำทาน รักษาศีล สวดมนต์นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม เพื่อนำความร่มเย็นเป็นสุขให้กลับมาสู่ผืนแผ่นดินไทยอีกครั้งหนึ่ง ช่วยกันกำราบพวกด่าว่าจาบจ้วงพระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ ช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองในผืนแผ่นดินนี้เหมือนสมัยปู่ย่าตายาย เพียงเท่านี้บ้านเมืองของเราก็จะกลับมาเป็นสยามเมืองยิ้มที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นสยามเมืองยิ้มที่ใครๆก็อยากมาเยี่ยมเยือนเหมือนเดิม
วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559
รัฐมนตรี...ควันออกหู
วันนี้สื่อหลายฉบับ เขียนว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม "ควันออกหู" เพราะทางทนายวัดปากน้ำได้บอกกับหน่วยงานดีเอสไอที่อยู่ในความดูแลของท่าน ให้ไปสรุปขอบเขตของคำถามออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะสมเด็จวัดปากน้ำท่านสูงอายุแล้ว
ผมอ่านแล้วก็มีสองความรู้สึกเกิดขึ้นในใจทันที ประการแรกรู้สึกชื่นชมคณะทนายของวัดปากน้ำด้วยใจจริงครับ ท่านสมกับเป็นทนายในพระพุทธศาสนา ที่ช่วยดูแลรักษาและปกป้อง ท่านเจ้าประคุณสมเด็จวัดปากน้ำ มิให้ถูกรังแก กลุ้มรุม จากผู้ไม่หวังดีตั้งธงใส่ร้ายพระเพื่อจะเอาความผิดมายัดให้ตั้งแต่ต้น การกระทำของทีมทนายในครั้งนี้ ถือว่าถูกต้อง ตามหลักธรรม ตามหน้าที่ของชาวพุทธ และตามหลักกฎหมายของประเทศชาติ ผมประทับใจที่สุด
อีกความรู้สึกหนึ่งก็คือความอนาถใจกับรัฐมนตรีของกระทรวง(อ)ยุติธรรม ที่ออกมาพูดด้วยการโกรธจัด ว่าทางทีมงานทนายตั้งแง่ ทำไม่ถูกต้อง ตัวเองเลยให้ออกหมายเรียกได้เลย ถ้าไม่มาอีกก็ให้ออกหมายจับ อย่างที่ข่าวลงไว้ว่า " ควันออกหู "
ผมอยากจะเรียนถามรัฐมนตรีกระทรวง(อ)ยุติธรรม นี้สักหน่อยว่า ท่านโกรธอะไร ท่านโกรธทำไม ท่านเคยให้เกียรติพระมหาเถระผู้ทำหน้าที่แทนประมุขสงฆ์ทั้งแผ่นดินบ้างหรือไม่ นอกจากหน้าที่รับผิดชอบคณะสงฆ์ทั้งประเทศแล้ว ท่านเจ้าประคุณยังเป็นพระมหาเถระ ที่มีคุณูปการต่อสังคมและพระพุทธศาสนาอย่างมากมาย นับไม่ถ้วน บุคคลเช่นท่านนั้น เกิดมาเพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่เคยเห็นแก่ความสุขสบายส่วนตัว
โดยลำพังแล้ว อย่าว่าแต่ซากรถโบราณที่รับบริจาคมาไว้ให้คนรุ่นหลังดูในพิพิธภัณฑ์เลย บารมีอย่างเจ้าประคุณท่าน หากต้องการรถหรูจริงๆมาใช้ส่วนตัวสักกี่คัน ก็มีลูกศิษย์ลูกหาพร้อมจะหามาให้ทันที โดยไม่ต้องลำบากอะไรเลย ท่านจะคิดมาโกงบ้านโกงเมืองโกงภาษีเพียงแค่ซากรถเก่าๆราคาไม่เท่าไหร่อย่างนั้นหรือ หากมองกันด้วยใจที่เป็นธรรมไม่มีอคติ ก็จะเห็นได้ชัดเจนไม่ยากเย็นอะไรเลย
ท่านรัฐมนตรี ถ้าคิดผิดก็คิดเสียใหม่ คิดใหม่ก็อย่าให้มันผิด ยังพอกลับตัวกลับใจได้ทัน เอาพานธูปเทียนแพ ดอกไม้ ไปกราบขอขมาลาโทษท่านเจ้าประคุณสมเด็จซะ บาปหนักก็จะได้เป็นเบา หากยังดันทุรังที่จะพยายามหาเรื่องบินเบือนรังแกพระให้ได้ เพราะว่ารับงานใครเขามา แล้วยังฝืนทำต่ออย่างไม่ลดราวาศอก อนาคตข้างหน้า มันไม่ใช่แค่ควันออกหูนะครับ แต่ไฟนรกมันจะลุกท่วมทั้งตัว ถึงตอนนั้น...แก้ไม่ทันแล้วครับ.
วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559
แฝดอบาย..เกินเยียวยา
สำนวนไทยแต่โบราณกล่าวว่า "ฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมารวมกัน" มีหรือจะทำแต่สิ่งที่ดีงาม เพราะไม่ใช่งานถนัดของพวกเขา ส่วนมากแล้ว ก็จะชักชวนกันทำความชั่ว หรือสร้างความเดือดร้อนให้กับคนรอบข้าง สังคม และประเทศชาติ
อันความดีคนดีทำได้ง่าย คนชั่วทำได้ยาก ส่วนความชั่ว คนชั่วทำได้ง่าย คนดีทำได้ยาก สิ่งนี้สัจธรรมที่จริงแท้มาทุกยุคสมัย เพราะคนดีย่อมคิดดี พูดดี และทำแต่ความดีเป็นปรกตินิสัย สวนคนชั่วก็จะถนัดแต่ความคิดชั่วๆ พูดชั่วๆ และทำแต่สิ่งชั่วๆเป็นอาจิณ
ทุกครั้งที่ผมเห็นแฝดอบายสองคนนี้มาเจอกัน ก็ไม่มีเรื่องอื่นเลยนอกจาก ไล่เห่าไล่กัดทั้งข่มขู่พระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ว่าจะเป็น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จวัดปากน้ำ มหาเถรสมาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านเจ้าคุณพระเทพญาณมหามุนี หลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกาย ซึ่งทุกท่านทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็มีแต่ทำคุณประโยชน์นับอนันต์ให้กับพระพุทธศาสนาและแผ่นดินไทยมายาวนาน
ในทางกลับกันเมื่อหันกลับมาดูแฝดอบายทั้งสองคนนี้ ก็ไม่เคยมีประวัติว่าได้ทำคุณงามความดีไว้ในพระพุทธศาสนาที่ไหนบ้าง นายมโน คนเนรคุณก็ไม่มีผลงานการทนุบำรุงพระพุทธศาสนาที่ไหน เห็นจะมีก็แต่ความเนรคุณของมันที่มีอยู่ทุกที่ทุกวัดที่เคยไปอาศัยอยู่ในสมัยที่เคยบวชเป็นพระ ส่วนอีกคน นายไพบูลย์ นายคนนี้ไม่ต้องพูดถึง ยังไมเคยมีประวัติการทำบุญหรือทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาเลย ไม่เคยปรากฎว่าเคยเข้าวัดไหน เคยทำบุญด้วยอะไรบ้าง ไม่เคยมีประวัติการรักษาศีล ส่วนการทำภาวนาไม่ต้องพูดถึง
เมื่อคนชั่วสองคนมาเจอกัน สิ่งที่คิด ที่พูด ที่ทำก็หนีไม่พ้นความชั่วๆ ดังที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หรือโลกโชเชียลให้เราได้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ บุคคลที่่คุ้นเคยกับความชั่วและบาปกรรมเหล่านี้เป็นไปได้ยากที่จะมีจิตผ่องใส ตรงกันข้ามกลับหมองคล้ำ มืดมิดจนปราศจากแสงสว่าง ไม่มีทางที่จะนั่ง นอน ยืน เดินให้มีความสุขได้ เมื่อผลกรรมมาถึง ย่อมเข้าถึงทุกข์และบ่ายหน้าไปสู่มหานรก
พ้นจากขุมนรกแล้วยังต้องไปเสวยทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสในภพภูมิต่างๆอีกยาวนานหลายกัปกัลป์
แม้พ้นมาจากอบายเกิดเป็นมนุษย์ก็จะมีแต่ความเดือดร้อนไม่สิ้นสุด เมื่อทำกรรมร่วมกัน ก็ต้องเสวยผลร่วมกัน...ผมนึกภาพของฝาแฝดที่ต้องทุกข์ทรมานจากการใช้อวัยวะร่วมกัน แยกออกจากกันไม่ได้ เพราะเคยสร้างกรรมชั่วร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน .....ในเมื่อใครโปรดไม่ได้ก็ต้องปล่อยไปตามยถากรรมของสัตว์โลกเสียแล้ว เพราะดูการกระทำของแฝดอบายคู่นี้แล้ว ยิ่งถลำลึกลงไปทุกวัน..เกินเยียวยาจริงๆ..
อันความดีคนดีทำได้ง่าย คนชั่วทำได้ยาก ส่วนความชั่ว คนชั่วทำได้ง่าย คนดีทำได้ยาก สิ่งนี้สัจธรรมที่จริงแท้มาทุกยุคสมัย เพราะคนดีย่อมคิดดี พูดดี และทำแต่ความดีเป็นปรกตินิสัย สวนคนชั่วก็จะถนัดแต่ความคิดชั่วๆ พูดชั่วๆ และทำแต่สิ่งชั่วๆเป็นอาจิณ
ทุกครั้งที่ผมเห็นแฝดอบายสองคนนี้มาเจอกัน ก็ไม่มีเรื่องอื่นเลยนอกจาก ไล่เห่าไล่กัดทั้งข่มขู่พระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ว่าจะเป็น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จวัดปากน้ำ มหาเถรสมาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านเจ้าคุณพระเทพญาณมหามุนี หลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกาย ซึ่งทุกท่านทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็มีแต่ทำคุณประโยชน์นับอนันต์ให้กับพระพุทธศาสนาและแผ่นดินไทยมายาวนาน
ในทางกลับกันเมื่อหันกลับมาดูแฝดอบายทั้งสองคนนี้ ก็ไม่เคยมีประวัติว่าได้ทำคุณงามความดีไว้ในพระพุทธศาสนาที่ไหนบ้าง นายมโน คนเนรคุณก็ไม่มีผลงานการทนุบำรุงพระพุทธศาสนาที่ไหน เห็นจะมีก็แต่ความเนรคุณของมันที่มีอยู่ทุกที่ทุกวัดที่เคยไปอาศัยอยู่ในสมัยที่เคยบวชเป็นพระ ส่วนอีกคน นายไพบูลย์ นายคนนี้ไม่ต้องพูดถึง ยังไมเคยมีประวัติการทำบุญหรือทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาเลย ไม่เคยปรากฎว่าเคยเข้าวัดไหน เคยทำบุญด้วยอะไรบ้าง ไม่เคยมีประวัติการรักษาศีล ส่วนการทำภาวนาไม่ต้องพูดถึง
เมื่อคนชั่วสองคนมาเจอกัน สิ่งที่คิด ที่พูด ที่ทำก็หนีไม่พ้นความชั่วๆ ดังที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หรือโลกโชเชียลให้เราได้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ บุคคลที่่คุ้นเคยกับความชั่วและบาปกรรมเหล่านี้เป็นไปได้ยากที่จะมีจิตผ่องใส ตรงกันข้ามกลับหมองคล้ำ มืดมิดจนปราศจากแสงสว่าง ไม่มีทางที่จะนั่ง นอน ยืน เดินให้มีความสุขได้ เมื่อผลกรรมมาถึง ย่อมเข้าถึงทุกข์และบ่ายหน้าไปสู่มหานรก
พ้นจากขุมนรกแล้วยังต้องไปเสวยทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสในภพภูมิต่างๆอีกยาวนานหลายกัปกัลป์
แม้พ้นมาจากอบายเกิดเป็นมนุษย์ก็จะมีแต่ความเดือดร้อนไม่สิ้นสุด เมื่อทำกรรมร่วมกัน ก็ต้องเสวยผลร่วมกัน...ผมนึกภาพของฝาแฝดที่ต้องทุกข์ทรมานจากการใช้อวัยวะร่วมกัน แยกออกจากกันไม่ได้ เพราะเคยสร้างกรรมชั่วร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน .....ในเมื่อใครโปรดไม่ได้ก็ต้องปล่อยไปตามยถากรรมของสัตว์โลกเสียแล้ว เพราะดูการกระทำของแฝดอบายคู่นี้แล้ว ยิ่งถลำลึกลงไปทุกวัน..เกินเยียวยาจริงๆ..
วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559
มโน โมษะบุรษแห่งยุค
โชคดีผมเข้าวัดมาทัน นายมโน ตั้งแต่สมัยเขายังบวชเป็นพระอยู่...บอกได้คำเดียว ชีวิตผมได้เห็นคนเนรคุณตัวเป็นๆ ก็คนผู้นี้แหละ แล้วไม่เนรคุณเฉพาะวัดพระธรรมกาย ไปอยู่วัดไหนต่อไหนอีกหลายวัดก็เนรคุณเขาทุกวัด ใหม่ๆแต่ละวัดเขาสงสารรับไปอยู่ด้วย สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้สักวัด ไม่เคยทำตามกฎระเบียบของวัดไหนเลย นิสัยประจำตัวของเขาคือ ด่า ว่า วิจารณ์ให้วัดที่ตัวเองอยู่เสียหาย จนต้องถูกเชิญออก สุดท้ายเป็นพระองค์แรก ที่ไม่มีวัดอยู่ ต้องออกไปอยู่อพาร์ทเมนต์ ผ้าเหลืองร้อนจัดแล้วก็ต้องสึกออกมาในที่สุด นิสัยเดิมๆก็ยังไม่เลิก แกว่งปากหาอบายตลอด เป็นคนมีความรู้นะ แต่หาความดีในตัวไม่เจอ...
บุคคลใด เมื่อได้อาศัยร่มเงาสาขาของต้นไม้ พักผ่อนอาศัย จากความเหนื่อยล้า เมื่อสมปรารถนาแล้ว หักก้านรานกิ่ง บุคคลนั้นได้ชื่อว่าเนรคุณ
ที่ทุ่งนาบ้านผม พ่อเลี้ยงหมาไว้สองตัว ชื่อไอ้ปิ่นทอง กับไอ้โจ แม่ให้มันกินข้าวคลุกหัวปลากับน้ำแกง ตามมีตามเกิด แค่ค่าข้าวก้นหม้อวันละสองมื้อ มันยังทำประโยชน์ให้กับพวกเราตั้งมากมาย เป็นเพื่อนเล่นสนุกสนานไปกับพวกตั้งแต่เด็กจนโต คอยเฝ้าบ้านให้ทั้ังวันทั้งคืน แถมยังช่วยชีวิตให้พ้นจากงูร้ายในป่าตั้งหลายหน ที่สำคัญไม่ว่าจะตีจะด่าจะว่ามันยังไง เจ็บปวดมันก็ร้อง...แต่ไม่เคยกัดเจ้าของ ที่ให้ข้าวให้น้ำมันมา...เห็นนายมโนในวันนี้ ผมนึกขอบคุณ ไอ้ปิ่นทองกับไอ้โจที่บ้าน ...ชีวิตพวกเอ็งแม้เป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ประเสริฐกว่าคนบางคนจริงๆ.....ผมไม่มีรูป แต่ท่านก็คงจะรู้ว่าผมหมายถึงใคร.
วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559
สิงโตเมืองลูเซิร์น

พูดถึงเมือง Lucerne ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ หลายท่านรู้จัก และเคยไปเยี่ยมเยือน นอกจากจะเป็นเมืองที่มีทะเลสาบสวยงาม มีวิวทิวทัศน์ที่น่าตื่นตา มีสินค้าของสวิสให้เลือกซื้อมากมาย หลายคนมีความสุขกับการถ่ายรูป เมื่อได้ไปเดินข้ามสะพานไม้เก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่14 ลูเซิร์น จึงเป็นเมืองในฝันอันดับต้นๆของของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
ไม่ว่าเราจะเดินเที่ยวชมอย่างไรก็ตาม สุดท้ายเป้าหมายของนักท่องเที่ยวทุกคน ยังต้องพยายามเดินไปให้ถึง สถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง เพื่อให้ได้ชื่อว่ามาเยี่ยมเยือนเมืองที่สวยงามแห่งนี้แล้วอย่างแท้จริง นั่นก็คือ The Lion of Lucerne อนุสาวรีย์สิงโตแสนเศร้า ที่สลักอยู่บนหน้าผาเล็กๆ บนภูเขา ถัดจากย่านร้านค้าของทีระลึก
อนุสาวรีย์สิงโตแสนเศร้านี้ เป็นอนุสรณ์ของทหารหาญชาวลูเซิร์นหลายร้อยคน ที่ไปรับจ้าง เป็นทหารองค์รักษ์ของราชวงศ์ฝรั่งเศส สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่16 ที่ได้พลีชีพปกป้องพระราชวงศ์ ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์จนเสียชีวิตหมดสิ้น เมื่อคราวปฏิวัติฝรั่งเศส ปี 1792 ภาพสิงโตแสนเศร้า นอนตายกอดโล่ห์ มีหอกปักอยู่กลางทรวงอก จึงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ที่ลูกหลานชาวลูเซิร์นทุกคน ล้วนภาคภูมิใจในความซื่อสัตย์ จงรักภักดี และกล้าหาญของบรรพบุรุษ เป็นเกียรติยศของเมืองและแผ่นดินสวิส

พี่น้องทุกท่าน..เราเกิดมาในดินแดนของพระพุทธศาสนา ได้อาศัยร่มเงานี้อยู่เย็นเป็นสุขมาหลายชั่วอายุคนแล้ว พระพุทธศาสนา นอกจากจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ดับกระหาย คลายความทุกข์ร้อนให้กับชีวิตแล้ว แสงแห่งธรรมยังได้สาดส่องนำทางเราไปสู่ความพ้นทุกข์อันยิ่งใหญ่ในห้วงสังสารวัฏนี้ไปยังแดนที่มีความสุขเป็นอมตะคือพระนิพพาน
ยามนี้พระศาสนามีภัย ทั้งภายนอกภายใน ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลุกขึ้นสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน พุทธบริษัทสี่จะต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว เราจะต้องทำหน้าที่ด้วยกำลังใจอันกล้าหาญ ให้สมเกียรติยศและศักดิ์ศรี ของชาวพุทธ ลูกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะช่วยกันคนละไม้ละมือ ตามความถนัด ด้วยวิธีที่ดีงาม ยอยกพระพุทธศาสนาให้งดงามสูงเด่น ดังเช่นสมัยบรรพบุรุษให้จงได้ ตำนานการต่อสู้นี้จะถูกจารึกไปถึงลูกหลานชาวพุทธรุ่นหลัง ให้เขาภาคภูมิใจในบรรพชน ไม่น้อยไปกว่าเหล่าทหารกล้า.....สิงโตจากลูเซิร์น.

สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)







